suthikorn's profileKornnectPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 08

    How a financial tool can save 10 millions children from deadly diseases

    I recently read this article, it is quite interesting to know that financial instrument like bond can do such benefit to society. People usually heard about financial world making profit from the air, earning lots of money without paying back to the society. This may be an example of how finance can help.
    Korn
     
    Gordon Brown
    Mr Brown said vaccinating now was 'the right thing to do'
    Chancellor Gordon Brown has launched a £2.1bn bond scheme aimed at saving 10 million children in the developing world from deadly diseases.

    The bond scheme effectively allows cash due to be spent on vaccinations over the next decade to be used now.

    Mr Brown said he hoped it would fund 500 million immunisations in 10 years.

    The chancellor, who is to be joined by religious leaders at the launch, said: "There is no better case for advancing money than vaccination."

    The diseases targeted will include tuberculosis, diphtheria and tetanus.

    'Need money now'

    Under the international finance facility scheme, revenue from bonds will become available earlier than would have be the case with normal aid budgets.

    Mr Brown told the BBC: "We want to spend the money now. If you can vaccinate 100% of children, then we avoid the risk of disease and contagion.

    "If you can only vaccinate 10% of the children one year and 10% the next year and 10% in future years then you have still got a huge risk of disease."

    Mr Brown said he hoped to persuade countries including the US, Brazil, China and South Africa to join the scheme, which sees the bonds sold on behalf of the World Bank.

    He suggested that the US administration did not have the "political will" to commit itself to this form of aid over the long term.

    The bulk of the money will come from the UK aid budget and Microsoft founder Bill Gates' charity.

    Mr Brown denied that he had opted for this complicated form of funding to keep additional aid spending off the government's books.

    Conservative international development spokesman Andrew Mitchell welcomed the scheme, but said "we must keep a very close eye on exactly how these funds are spent, and how effective they are".

    Pope Benedict XVI's envoy, Cardinal Renato Raffaele, and the Archbishop of Canterbury, Dr Rowan Williams, are supporting the International Finance Facility for Immunisation.

    It also has the backing of Chief Rabbi Dr Jonathan Sacks, Iqbal Khan of the Muslim Forum, Ramesh Khalidi of the Hindu Forum, and Indrajit Singh of the Sikh Council of Britain.


    http://news.bbc.co.uk/2/hi/uk_news/politics/6123850.stm

     

    July 04

    What change would you like to see in Thailand

    การเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยที่ผมอยากให้เกิดขึ้น

     

    ระบอบประชาธิปไตยของไทยเรานับถึงวันที่ ๒๔ มิถุนายนนี้ ก็จะมีอายุได้ ๗๔ ปี ตลอดช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเราไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเรามีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง เมื่อมองผ่านประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไทยเราปกครองโดยผู้นำที่มาจากอำนาจทางทหาร เป็นส่วนใหญ่ และถึงแม้ว่าในช่วงที่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เราจะมีการปกครองจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม แต่ก็ยังมีคำถามว่าผู้ที่ได้รับเลือกตั้งนั้นเป็นตัวแทนของประชาชนโดยแท้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงตัวแทนจากกลุ่มทุนที่ใช้อำนาจทุนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเหล่านั้น ดังที่เห็นชัดเจนในช่วงรัฐบาลปัจจุบันที่มีการใช้อำนาจจากกลุ่มทุนเข้ามาผูกขาดรวบอำนาจทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ

     

    ทำไมเราถึงไม่สามารถมีระบอบประชาธิปไตยที่เต็มใบอาจเป็นสิ่งที่คนไทยหลายคนตั้งคำถามในใจ เมื่อมองลึกลงไปในสาเหตุของปัญหาเหล่านี้ สิ่งสำคัญสื่งหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ยังขาด คือ การมีความรู้สึกสำนึกในการมีส่วนร่วมในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ยังสามารถถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์เฉพาะหน้าเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นรูปตัวเงินหรือนโยบายประชานิยมก็ดี การปกครองระบอบประชาธิปไตยของเราก็เป็นได้แต่เพียงชื่อเท่านั้น เมื่อเราไม่สามารถมีระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ การบริหารจัดการของประเทศก็ไม่สามารถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนองตอบความต้องการที่แท้จริงของคนส่วนใหญ่ ไม่สามารถทำให้มีความถูกต้อง ปราศจากการทุจริต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นต้นเหตุของปัญหาตามมาอีกมากมายที่กีดขวางการพัฒนาทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจของไทยเรา

     

    ดังที่ได้กล่าวมาการขาดจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยเป็นต้นเหตุของปัญหาต่างๆตามมาอีกมากมาย เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงในเมืองไทยที่ผมอยากเห็นมากที่สุด คือ การมีจิตสำนึกความมีส่วนร่วมในการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในประเทศ 

     

    การที่จะทำให้เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนนั้นย่อมทำได้หลายทาง ทั้งจากการกระจายการศึกษาอย่างทั่วถึง รวมทั้งการปลูกฝังค่านิยมประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน เมื่อประชาชนมีการศึกษา มีจิตสำนึกการมีส่วนร่วมในการปกครองระบอบประชาธิปไตยและเข้าใจถึงสิทธิหน้าที่ของตนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของเราเพื่อให้มีผู้แทนเราไปร่วมตรวจสอบการบริหารประเทศ การใช้สิทธิ์ร่วมลงชื่อตรวจสอบนักการเมืองหรือองค์กรอิสระต่างๆ เมื่อการปกครองเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ก็ไม่สามารถที่จะใช้อำนาจทุนหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้าเพื่อจูงใจในการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองได้ การปกครองก็จะสามารถดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง มีการถ่วงดุลระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ ทำให้กลไกต่างๆในการปกครองเป็นไปเพื่อสนองตอบความต้องการของคนส่วนใหญ่ รวมทั้งการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญเพื่อช่วยป้องกันการใช้อำนาจอย่างมิชอบของผู้มีอำนาจทางการเมือง การทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์ผ่านทางการเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้จะยังผลให้เกิดการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยเราอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

     

     

    June 28

    ดัชนีชี้วัดความสุข

    โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com

    สมัยเรียนหนังสือ มีศัพท์เศรษฐศาสตร์สองคำที่ต้องจำเอาไว้ คือ จีเอ็นพี กับ จีดีพี ตัวแรกคือ Gross National Product เรียกกันว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ตัวหลังคือ Gross Domestic Product หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

    แปลตามแบบธนาคารแห่งประเทศไทย จีดีพี หมายถึง มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นภายในประเทศในระยะเวลาหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงว่าทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการจะเป็นทรัพยากรของพลเมืองในประเทศหรือเป็นของชาวต่างประเทศ ในทางตรงข้าม ทรัพยากรของพลเมืองในประเทศแต่ไปทำการผลิตในต่างประเทศก็ไม่นับรวมไว้ในผลิตภัณฑ์ในประเทศ

    ส่วน จีเอ็นพี หมายถึง ผลิตภัณฑ์ในประเทศมีการจัดทำทั้งตามราคาปัจจุบันและราคาคงที่ โดยจีดีพีณ ราคาปัจจุบันคิดมูลค่าผลผลิตเป็นเงินตามราคาตลาดของสินค้าและบริการเหล่านั้น ขณะที่จีดีพี ณ ราคาคงที่คิดมูลค่าผลผลิตเป็นเงินตามราคาปีที่กำหนดเป็นปีฐาน

    ต้องค่อยๆ ละเลียดอย่างแรงจึงจะรู้เรื่อง แต่สรุปแล้วสองตัวนี้เขาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ภายใต้สมมติฐานเก่าว่า เศรษฐกิจดี หมายถึงคนอยู่ดีกินดีและมีความสุข

    ไม่นานนักหลังจาก พระมหากษัตริย์แห่งภูฏานตรัสในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก (ปี 2515) ว่า "Gross National Happiness is more important than Gross National Product" แปลง่ายๆ ว่า ความสุขมวลรวมประชาชาติ สำคัญกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ

    คำตรัสของกษัตริย์แห่งประเทศเล็กๆ ในหลืบของหิมาลัย กลายเป็นหัวข้อที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะความอับจนของการใช้ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจเพื่อบ่งชี้ความเจริญก้าวหน้าหรือความอยู่ดีกินดีของคนนั้นมีปัญหาของมันอยู่ในตัวเอง ความสุขกับความเจริญทางวัตถุไม่ได้เดินควงคู่ไปด้วยกัน ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ แต่แก้ไม่ตก เรื่องจีเอ็นเอชจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่อภิปรายถกเถียงกันมาตลอดด้วยหวังว่าจะพัฒนาดัชนีชี้วัดออกมาให้ได้

    เมื่อปลายปีที่ผ่านมาก็มีการสัมมนาระดับนานาชาติว่าด้วยเรื่องนี้ มีนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง อมาตยา เซ็น เข้าร่วมด้วย จริงๆ แล้วแนวความคิดของอมาตยา เซ็น นั้นรับอิทธิพลจาก "จีเอ็นเอช" ของภูฏานมาไม่น้อย และก็ส่งผลต่อดัชนีชี้วัดความสุขในเชิงเศรษฐศาสตร์ด้วย

    ที่จริงนักเศรษฐศาสตร์บ้านเราก็รับอิทธิพลเรื่องจีเอ็นเอชมากับเขาเหมือนกัน ส่วนหนึ่งในการจัดทำดัชนีชี้วัดที่นอกเหนือไปจากเรื่องเศรษฐกิจหลายสิบปีมาแล้ว แต่ก็ไปไม่ถึงไหน อาจจะเป็นเพราะการสร้างดัชนีชี้วัดความสุขไม่ได้หลอมรวมเข้ากับแนวทางการพัฒนา การใส่ จปฐ เข้าไป ก็แค่ทำให้สมบูรณ์ขึ้นในทางกายภาพที่จะสามารถวัดออกมาได้ในเชิงปริมาณ แต่หัวใจของมันก็ไม่ใช่อีกเช่นเดียวกัน

    ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน จำเป็นต้องมี แต่ไม่ได้สะท้อนความสุขของมนุษย์

    สองสามปีมานี้บางคนอาจจะคุ้นๆ กับการสำรวจความสุขของคนในโลกนี้ และก็ต้องแปลกใจกับสภาวะความสุขว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับจีเอ็นพีหรือจีดีพีเลย และความสุขในแบบของภูฏานซึ่งอิงแอบกับศาสนาพุทธ ก็ไม่ใช่ความพึงพอใจทางวัตถุถ่ายเดียว

    ผมไม่ใช่คนอธิบายอะไรเก่งนัก ขออนุญาตยกคำกล่าวของ Jigmi Y. Thinley, Minister of Home and Cultural Affairs, Bhutan ที่กล่าวไว้เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วให้สาธุชนพิจารณากันเอง

    "สังคมโดยรวมไม่สามารถบรรลุความสุขได้ หากปัจเจกชนแต่ละคนแก่งแย่งแข่งขันกันอย่างไม่รับผิดชอบ เพื่อให้ได้มันมาไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร"

    ความสุขแบบที่บอกว่า เป็น "the illusion of market-led happiness" แข่งกันจนแทบตายกันไปข้าง เพื่อจะให้ได้ "ความสุข" ของตัวเอง


    May 26

    Thailand and its GMO policy การวางแผนกำหนดนโยบายการใช้GMOsในการเกษตร

    การวางแผนกำหนดนโยบายการใช้GMOsในการเกษตร

     

    เทคโนโลยีGMOsทางการเกษตรคือการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ เพื่อต้องการที่จะลดต้นทุนทางการเกษตรให้ได้ผลผลิตมากขึ้นโดยใช้ทรัพยากรเท่าเดิม  ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีปริมาณการส่งออกสินค้าการเกษตรเป็นมูลค่าสูง เพราะฉะนั้นนการกำหนดโยบายเพื่อเลือกระหว่างการใช้ GMOs หรือ ไม่ใช้ GMOs หรือใช้ทั้งสองอย่างไปพร้อมกันจะถือเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายครั้งสำคัญของประเทศ  จากการวิเคราะห์คาดการณ์ของผม แม้ว่าในปัจจุบันยังมีการต่อต้านการใช้GMOsเนื่องด้วยความกังวลต่อผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม และถึงแม้ว่าในอนาคตโลกเราจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรและลดช่องว่างการเข้าถึงทรัพยากรอาหารและผลผลิตทางการเกษตรได้ก็ตาม แต่เนื่องด้วยประชากรโลกที่เพิ่มขี้นอย่างรวดเร็วในขณะที่พื้นที่ทางการเกษตรไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนาคตที่ผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมากจะต้องถูกใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ(Biofuel)เพื่อทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ เมื่อถึงจุดหนึ่งในอนาคตผมเชื่อว่าเทคโนโลยี GMOs จะเป็นทางออกที่ต้องนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตทางเกษตรไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลก

     

    โดยในอนาคตนั้น GMOs จะถือเป็นสินค้าในตลาดแมส (Mass Production ที่เน้นการผลิตปริมาณมากและขายราคาถูกมีกำไรต่อหน่วยต่ำ) สิ่งที่ไทยเราต้องถามตัวเองถ้าเราจะเลือกทางเดินนี้คือไทยเรามีเทคโนโลยีและความสามารถในการวิจัยพัฒนาในด้านเทคโนโลยีชีวภาพเกี่ยวกับGMOsได้ดีกว่าหรือเทียบเท่าประเทศคู่แข่งในการลดต้นทุนการผลิตเพื่อแข่งขันในตลาดแมสหรือไม่

     

    นทางกลับกันถ้าเราเลือกไม่ใช้ GMOs และเน้นตลาด organic food (อาหารปลอดสารเคมีและGMOs) ซึ่งในอนาคตจะเปรียบเสมือนตลาดพรีเมี่ยม(ขายปริมาณน้อยกว่าในกำไรต่อหน่วยสูงกว่า) โดยลักษณะของสินค้าพรีเมี่ยมโดยทั่วไปนั้นจะต่างจากสินค้าในตลาดแมสโดยหลักคือความเชื่อถือในตัวสินค้า (brand image) ตัวอย่างเช่นน้ำหอมราคาแพงอย่างเช่นโปโลกับน้ำหอมในตลาดแมสเช่นแอกส์ ซึ่งสามารถใช้เพื่อจุดประสงค์เดียวกัน แต่ต่างกันที่ความคิดของผู้บริโภคในตัวสินค้า ซึ่งความเชื่อถือในตัวสินค้านั้นต้องมีการลงทุนและวางแผนในการตลาดอย่างต่อเนื่องเหมาะสม  ถ้าเราต้องเลือกนโยบายไม่ใช้GMOs เราต้องตอบคำถามว่าประเทศและบริษัทของไทยเรามีความเชี่ยวชาญและเงินทุนเพียงพอที่จะใช้ในการทำตลาดสร้างความเชื่อถือในตัวสินค้าหรือไม่ ส่วนการเลือกทำตลาดทั้งสองอย่างไปพร้อมกันนั้น ผมคิดว่าไม่เหมาะสมที่เราจะพยายามใช้ทั้งสองนโยบายพร้อมกันตลอดไปเนื่องด้วยงบประมาณและทรัพยากรของประเทศที่จำกัด ทั้งยังมีโอกาสที่GMOsจะผสมปนเปื้อนกับสินค้าทางการเกษตรทั่วไปอีกด้วย

     

    โดยสรุปการที่จะตัดสินว่าทางเลือกใดสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลสูงสุดต่อประเทศไทยยังต้องการเวลาและการค้นคว้าอีกมากเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่เหมาะสมที่สุด ผมคิดว่าในปัจจุบันไทยเราอาจยังไม่จำเป็นต้องเลือกด้านใดด้านหนึ่งอย่างเด็ดขาด แต่ในอนาคตเราจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราสามารถเลือกและตัดสินใจได้เหมาะสมโดยเร็ว ก็จะเป็นประโยชน์ในการวางแผนจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    March 03

    Should I?

     
     
    I will finish my undergrad study in about 3 months. Now come the process of applying for postgrad. There are many things in my mind to consider regarding this issue. Do I like science, I cannot say I like it, nor I can say I don't like it. What I like about science is process of solving problem, using imagination to come out with new ideas and new explantions. But being scientist who has to do experiments repeatedly, that's not me too. I like to read sit and think. In the verge of undertaking undergrad study, I had 3 choices in my mind, economics, science and medicine. I chose sceince because partly I wanted to do something to benefit the country as a whole. Thailand is a country which want to become industrilised without proper R&D, that's why we have never achieved this. Science is a missing jigsaw of the whole picture of development of Thailand. But now I think that I was too idealistic, I can't change Thailand, I can't make politicians less corrupted so we can have more money to do important things like research, I can't make  thai people to think wisely on how they should spend money and save the resources for the sustainable development. This raised me question why I have to help people who 've never thaught of helping themselves (the country as a whole). Should I just do what I will benefit the most. Should I ?  
    February 23

    View on Thai economy: 5 years of Thaksinomics

    หลังจากที่ได้ฟังและได้เห็นถ้อยแถลงของรัฐบาลเกี่ยวกับผลงานในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับครับว่าการนำเสนอตัวเลขผลการดำเนินงานของภาครัฐบาลนั้นสมบูรณ์แบบจริงๆ ในการนำเสนอผลงานในเชิงบวก

    ***ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    --------------------------
     แต่สำหรับผลงานในเชิงลบไม่ได้มีการนำเสนอมากนัก

    หลายคนคงจะเห็นด้วยกับผมว่าผลงานของรัฐบาลที่นำเสนอมานั้นฟังแล้วเคลิ้มครับ ฟังแล้วพร้อมที่จะเออออห่อหมกพร้อมใบ (เยิน) ยอไว้ด้วยว่า “ผลงานเยี่ยมจริงๆ” ตามที่นำเสนอมา ซึ่งเรื่องที่รัฐบาลนำเสนอนั้นคือ ผลผลิตหรือผลงาน (output) ของการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ได้หมายความว่า ผลลัพธ์หรือผลสำเร็จ (outcome) ได้เกิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของการดำเนินนโยบายที่รัฐบาลได้

    การดำเนินงานของรัฐบาลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอาจจะพูดได้ว่าเป็นการตอบโจทย์ที่สำคัญ 2 ข้อคือ

    ข้อหนึ่งในช่วงต้นปี 2544 รัฐบาลต้องมุ่งมั่นตอบโจทย์ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นได้อย่างไรหลังจากที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นต้นมา ซึ่งในคอลัมน์ครั้งที่แล้วผมแสดงความเห็นแล้วว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในการตอบคำถามข้อนี้ ทั้งผลงาน (output) และ ผลสำเร็จ (outcome) กล่าวคือเศรษฐกิจไทยมีการเจริญเติบโตดีขึ้นในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มีมูลค่าสูงขึ้นจาก 4.9 ล้านล้านบาทในปี 2543 เป็น 7.0 ล้านล้านบาทในปี 2548 หรือเพิ่มประมาณ 40% หรือประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่วัดได้ชัดเจน

    ขณะที่ผลสำเร็จคือเศรษฐกิจที่ดีขึ้นทำให้คนไทยและเกษตรกรไทยมีรายได้ต่อคนต่อปีสูงขึ้นจาก 79,100 และ 32,120 บาทต่อคนต่อปี ตามลำดับ เป็น 109,700 และ 52,320 บาทต่อคนต่อปี ตามลำดับ และการจ้างงานมีมากขึ้น ส่งผลให้การว่างงานปรับตัวลดลงจาก 3.6% ในปี 2543 เป็น 1.9% ในปี 2548

    การที่เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความมั่นคงมากขึ้น โดยปัญหาหนี้สาธารณะได้ลดลงจากเดิมอยู่ที่ 57% ของจีดีพี เหลือ 45.9% ของจีดีพี ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจากเดิม 32,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 53,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการเป็นหนี้ต่างประเทศปรับตัวลดลง จากเดิมที่หนี้ต่างประเทศของไทยมีมูลค่าสูงถึง 79,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปลายปี 2543 ลดเหลือเพียง 51,580 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2548 ดังนั้น ภาระต่างประเทศลดลงไปมากและประเทศได้เปลี่ยนจากผู้กู้มาเป็นผู้ให้กู้มากขึ้น

    นอกจากนี้ การกระจายรายได้ที่ดีขึ้นก็จัดเป็นผลงานของรัฐบาลที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ที่ปรับตัวดีขึ้น

    กล่าวคือ ในปี 2548 คนที่มีรายได้สูง รายได้ปานกลาง และรายได้ต่ำมีรายได้รวมกันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 48.4% 45.2% และ 6.4% ของรายได้ของคนไทยทั้งประเทศ ตามลำดับ แสดงว่า ชนชั้นกลางในเมืองไทยมีรายได้มากขึ้นและน่าจะมีจำนวนมากขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2543 ที่คนที่มีรายได้สูง รายได้ปานกลาง และรายได้ต่ำมีรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 57.8% 38.0% และ 4.2% ของรายได้ของคนไทยทั้งประเทศ ตามลำดับ

    สำหรับคนยากจนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน (หมายถึงรายได้ขั้นต่ำที่เพียงพอในการดำรงชีวิต) มีจำนวนลดลงจาก 12.8 ล้านคนในปี 2543 เหลือเพียง 7.5 ล้านคนในปี 2548

    จากผลงานและผลสำเร็จของรัฐบาลที่กล่าวมาถือว่า การตอบโจทย์ในข้อแรกของรัฐบาลว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นได้อย่างไรหลังจากที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 นั้นต้องบอกว่ารัฐบาลทำได้อย่างดีเยี่ยมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

    ถ้าคะแนนเต็ม 10 ผมก็จะให้ 9 คะแนนครับ ที่ไม่ให้คะแนนเต็มเพราะการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลหลายเรื่อง เป็นการแทรกแซงกลไลราคามากเกินไปครับ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้บัตรเครดิตของประชาชน การตรึงราคาน้ำมันและราคาพลังงานนานเกินไปทำให้เกิดปัญหาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมากเกินความจำเป็น ตลอดจนทำให้พฤติกรรมการบริโภคพลังงานของคนไทยเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลมากเกินไป

    นอกจากนี้การแก้ไขปัญหาบางเรื่องของรัฐบาลในการฟื้นเศรษฐกิจ เป็นการฟื้นเศรษฐกิจโดยการใช้เงินนอกงบประมาณและใช้เงินของสถาบันการเงินของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา เช่น ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคาร SME ธนาคารกรุงไทย เป็นต้น

    โดยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้มากขึ้นและง่ายขึ้นเป็นจำนวน 329,592.34 ล้านบาท

    แบ่งเป็นกองทุนหมู่บ้านให้กู้ เป็นเงิน 2.36 แสนล้านบาท ธนาคารประชาชน 2.56 หมื่นล้านบาท และธนาคารเอสเอ็มอี 1.57 หมื่นล้านบาท และนโยบายแปลงทรัพย์สินเป็นทุนอีก 5.2 หมื่นล้านบาท เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้จำนวนหนี้สินต่อครัวเรือนสูงขึ้นจากประมาณ 68,405 บาทต่อครัวเรือนในปี 2543 มาเป็น 104,571 บาทต่อครัวเรือนในปี 2548 ซึ่งยังไม่สามารถตอบได้ว่าการที่ประชาชนมีหนี้เพิ่มมากขึ้นจะเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจต่อไปในอนาคตหรือไม่ เพราะคนไทยอาจก่อหนี้มากขึ้นเพื่อการลงทุนและสร้างอาชีพในอนาคต หรือก่อหนี้มากขึ้นเพื่อการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ซึ่งยังไม่มีข้อพิสูจน์ในเรื่องเหล่านี้

    สำหรับโจทย์ข้อสองที่รัฐบาลมุ่งตอบโดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คือ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไรในอนาคต ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว มีการเคลื่อนย้ายทรัพยากร (โดยเฉพาะเงินทุน) ระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง และมีการแข่งขันระหว่างประเทศอย่างรุนแรงในตลาดโลก

    ดังนั้น จะเห็นแนวทางการบริหารงานของรัฐบาลในการมุ่งเน้นเกี่ยวกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสองด้านสำคัญ คือ ประการที่หนึ่ง ด้านการผลิตหรืออุปทาน ได้แก่การลดต้นทุนการผลิต เช่น ลดภาษีวัตถุดิบจากต่างประเทศ โครงการด้าน logistics ต่างๆ และการสนับสนุนเครือข่ายวิสาหกิจ (cluster) เพื่อดูแลต้นทุนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

    นอกจากนี้ ในด้านอุปทานยังมีนโยบายปฏิรูปการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและทักษะของคนไทยในการเรียนรู้และประกอบอาชีพในยุคสมัยหน้า ตลอดจนการฝึกอบรมอาชีพให้กับแรงงานและผู้ประกอบการต่างๆ นอกจากนี้รัฐบาลยังเน้นการลงทุนขนาดใหญ่หรือ Mega project เพื่อเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเช่น ระบบพลังงาน การชลประทาน ตลอดจนการคมนาคมขนส่งให้กับประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    สำหรับ ประการที่สอง ด้านอุปสงค์หรือความต้องการซื้อสินค้าไทย เพื่อขยายตลาดในต่างประเทศ รัฐบาลพยายามส่งเสริมการเปิดการค้าตามแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้กรอบความร่วมมือทางการค้า เช่น ACMECS GMS หรือ BIMSTECS เป็นต้น

    นอกจากนี้ การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ ก็คือแนวทางในการสร้างตลาดใหม่ๆ ให้กับสินค้าไทย สำหรับแนวคิดเรื่องการสร้างสินค้าไทยใหม่ในตลาดโลกนั้น รัฐบาลได้สร้างแนวคิดในการพัฒนาสินค้า OTOP หรือสินค้าแฟชั่น นวดแผนไทย ร้านอาหารไทย เป็นต้น ซึ่งในเรื่องนี้ยังถือว่ายังอยู่ในการดำเนินการให้ประสบความสำเร็จอยู่

    สำหรับผลงานรัฐบาลในรอบ 5 ปีในการตอบโจทย์ข้อสอง ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์ หรือการปรับตัวเพื่ออนาคตนั้น หากคะแนนเต็ม 10 ผมให้ 8-9 คะแนนในแนวความคิดหลัก แต่ในเชิงปฏิบัติขอให้เพียง 6 คะแนน เพราะเม็ดเงินใช้จ่ายผ่านโครงการต่างๆ เช่น การพัฒนาสินค้า OTOP และสินค้าต่างๆ ยังไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นผลชัดเจนว่าสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกในระยะยาวได้หรือไม่

    นอกจากนั้น เกษตรกรยังต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศอยู่ โดยระบบชลประทานที่แก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืนยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ขณะที่การจัดทำเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) นั้นยังมีข้อถกเถียงว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์สุทธิในระยะยาวหรือไม่ กอปรกับประชาชนและนักธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าจะปรับตัวอย่างไร

    นอกจากนี้ระบบการศึกษาและการวิจัยของไทยยังไม่ได้รับการปรับปรุง สนับสนุนและปฏิรูปอย่างมีประสิทธิภาพ

    ในความเห็นของผมนั้น หากเด็กไทยยังต้องเรียนพิเศษทุกวันหรือทุกเสาร์อาทิตย์ แสดงว่า การเรียนของไทยยังต้องการการปฏิรูป หรือแสดงว่าการปรับสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยนั้นยังต้องปรับปรุงอีกครับ

    November 26

    นวัตกรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ เเละ การพัฒนาประเทศ

    นวัตกรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ เเละ การพัฒนาประเทศ 

     

    วิทยาศาสตร์ คือการพยายามอธิบาย ธรรมชาติ รอบตัวทั้งเชิงกายภาพเเละชีวภาพ ดังนั้นวิทยาศาสตร์ เกิดขึ้นมาพร้อมมนุษยชาติ ตั้งเเต่เริ่มคิดเเละสังเกต อธิบายสิ่งต่างๆรอบตัว การสังเกต หรือองค์ความรู้ใดๆ จะไม่เกิดผลเลย ถ้าปราศจากการนำไปประยุกต์ใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต เทคโนโลยี คือ องค์ความรู้ทางวิทนาศาสตร์ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวันได้ เเละผลของการนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้นี้ คือ นวัตกรรม

     

    นวัตกรรม ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ในเเต่ละยุคสมัย

    พัฒนาความเป็นอยู่ สุขภาพ อาหาร ความสะดวกสบาย เเละอีกมากมาย

     

    ดังเช่น การพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อความสะดวกสบายในการ เดินทางของมนุษย์ นับตั้งแต่ ยุคเริ่มต้น โดยการ ใช้ล้อเลื่อน ในการ เคลื่อนที่จนถึง พัฒนาจนมาถึงการเคลื่อนที่โดยระบบไอพ่น ในปัจจุบัน

     

    ในบ้าง ครั้ง นวัตกกรม ก็นำไปสนองตอบความต้องการของมนุษย์ในการ ประหัตประหารกัน ในการสงคราม เริ่มตั้งเเต่ เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆใน การรบ ในยุคโบราณ ธนู หอก หลาว จนมาถึง นิวเคลียร์ เเละอื่นๆ ในปัจจุบัน

     

     

    ในยุคปัจจุบัน ปัจจัยพื้นฐานของสังคมในปัจจุบัน คือการมีเศรษฐกิจที่ดี ประชาชนมีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่ดี นวัตกรรมจะเป็นเครื่องมือสำคัญของประเทศไทยเราในการพัฒนาให้ก้าวขึ้นเป็นประเทศชั้นนำของโลก

     

    หลายประเทศในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เข้าใจถึงความจำเป็นในการสร้างนวัตกรรมของชาติ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เเละบริการ ทำให้ประเทศเหล่านั้น ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศชั้นนำในภูมิภาค

     

    ขอยกตัวอย่าง ง่ายๆ เช่นเกาหลีใต้ เเละไต้หวัน ที่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรม ทางด้าน ไอที ได้อย่างรวดเร็ว ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา คอมพิวเตอร์เเละอุปกรณ์อิเลคโทรนิค หลากหลายชนิด เมื่อเข้าไปดูในส่วนประกอบจะพบว่า ถูกผลิตโดย ผู้ประกอบการจากสองประเทศนี้ ทั้งที่ผลิตโดยตรงในประเทศ ตัวเองเเละ ในประเทศอื่น

     

    ประเทศไทยเรา เป็นประเทศที่มีศักยภาพดี ทั้งด้านภูมิศาสตร์ เเละ ทรัพยากร การผลักดันนโยบายโดยนำวิทยาศาสตร์มาประยุกต์เพื่อสร้างนวัตกรรมให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ จะสามารถนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนได้

     

    โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่า การสร้างนักวิทยาศาสตร์ เพียงอย่างเดียวย่อมไม่เกิด ผลทางสังคมและเศรษฐกิจ ถ้าปราศจากนักนวัตกรรม ที่จะนำองค์ความรู้นั้นไปทำให้เกิดผลจริง หน้าที่ของนักนวัตกรรมนั้นไม่ใช่เพียงแต่ การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดนวัตกรรมเท่านั้น หากแต่ ยังรวมถึง การ วิเคราะห์ถึงความเหมาะสม ทั้ง ในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และจริยธรรม

     

    All Rights Reserved.

    Copyright © 2005 Suthikorn Kingkaew, Sydney Australia.

    October 11

    First Business Plan

    Empire Pty. Ltd. is a small biotechnology start-up company in the early seed-stage of development. It is a spin-off based on a platform technology from the University of New South Wales (UNSW) in Sydney, Australia. Through recent research, Empire’s scientific team has been able to demonstrate that a particular drug (from hereon termed “X”), sold and marketed by the major American pharmaceutical company Eli Lilly & Co., displays strong selective toxicity to human leukemic cancer cells. Currently, X is under patent and marketed by Eli Lilly for a completely different purpose. Due to processing of intellectual property, the name and nature of this pharmaceutical cannot be revealed at this stage. 

     

    To date, a provisional patent application has been lodged searching protection for the use of X to selectively destroy leukemic cancer cells. There are also strong indications that X is active against other cancer types, including brain tumours, for which there currently are no effective chemotherapeutic agents available. In order to further investigate and develop X as a potential anti-cancer drug, Empire is therefore seeking A$500,000 to support necessary research for the next two years. The present value of Empire is estimated at A$875,000. Thus, in return for this investment, a 36 % ownership share in Empire is offered. A further A$500,000 of funding will be obtained through a Commercial Ready Grant from the Australian Research Council (ARC).

     

    At the end of the two-year period, the recently submitted patent application will have been approved and published, allowing licensing negotiations with Eli Lilly to commence. Indeed, Eli Lilly has already indicated that they would potentially be interested in marketing X for a different purpose, although, any details of Empire’s technology have yet to be revealed. It should be noted that Eli Lilly already distributes X worldwide, and that X’s current market is much smaller than the cytotoxic cancer drug market targeted by Empire. In fact, Eli Lilly already has a significant presence in this cancer market through its drug Gemzar, however, as the patent for Gemzar lapses in 2010 the company will soon need something to replace it. In 2004 alone, Gemzar sales were US$720m. Roche’s Xeloda, another cytotoxic cancer drug with very similar, although inferior, activity compared with X, reported sales of US$150m in 2003. The patent protection of Xeloda’s lapses in 2013.The total cytotoxic cancer drug market is currently valued at US$9.8b and is expected to grow to US$13b by 2010. Marketing and sales of X are anticipated to commence in 2015. 

     

    Empire’s current scientific team consists of three UNSW honours graduate (class I) research assistants and Dr. Vibeke Catts, a postdoctoral research fellow. The group leader is Dr. Louise Lutze-Mann, who has extensive experience in cancer research both in Australia and internationally, including managing projects funded by NASA at the University of California, San Francisco. Currently, NewSouth Innovations, the commercialisation arm of UNSW, deals with Empire’s financial and legal concerns. Full time managerial, financial and legal expertise will be hired according to future need.  

     

     

     

    September 27

    ทายเล่นๆ ภาค ๒

    วันก่อน ได้คุยกับ เพื่อนใหม่คนนึง เรื่อง sattel
     
    อินไซด์บอกมาว่า ตัวนี้พื้นฐานดี เเละ ก็ลูกค้าของไอพีสตาร์ ก็ทะยอย เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
     
    ตัวนี้ ดู เทคนิค ค่อนข้างดีมาก
     
    ดูระยะยาว กลับตัวจากเเนวโน้ม ขาลง ระดับเดือน เป็นขาขึ้น รวมทั้งยัง มีhigher high & higher low
     
    ดูระยะกลาง-สั้น ราคาได้ผ่านเเนวต้านสำคัญที่ ๑๖ เเล้ว เเละกำลังขึ้นไปทดสอบ ๑๖.๗๐ บาท ปัจจัย สนับสนุนในระยะสั้นนี้คือ การกลับมาของกลุ่มสื่อสาร
     
    เป้าหมาย ระยะสั้น ๑๖.๗๐
    ถ้าผ่านได้จะไปเจอ กันที่ ๑๗.๘ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบ สามเดือน
     
    กลยุทธ์ ให้ขายทำกำไรส่วนหนึ่งที่ ๑๖.๖๐ เเละถ้าไม่สามารถ ยืนได้ในระดับ ๑๖.๕๐ - ๑๖.๗๐ ในวันพรุ่งนี้ ให้ทะยอยขาย ได้
     
    September 23

    ทายเล่นๆ

    อืม เคยอ่าน technical analysis มานิดหน่อยๆ
    ร้อนวิชา ขอ ใช้ที่ตรงนี้ทายเล่นหน่อย :)
     
    พรุ่งนี้ เซ็ต น่าจะเดินหน้าทดสอบ ๗๓๐ โดยที่ ตัวที่นำตลาดคือกลุ่มพลังงาน โดยมีกลุ่มธนาคาร เเละไฟเเนนซ์ เป็นตัวเสริม ทำให้เซ็ต ไปเเตะ ที่ เเนวต้าน ๗๓๐
     
    ขอให้สังเกต ถ้ายังมีเเรงซื้อ ในหุ้นพื้นฐานขนาดใหญ่ TOP PTT etc. เเละไม่มีการขายทำกำไร ออกมามาก จนเกินไป น่าจะยืน ได้ที่ ๗๓๐ บวกลบ นิดหน่อย
     
    ให้คอยดูตัวนำตลาดโดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน เเละ ไฟเเนนซ์ เป็นตัวชี้ ทิศทาง
     
    ในระยะสัปดาห์คาดว่า น่าจะไปทดสอบ ๗๔๐ ก่อนที่จะมีการปรับตัวลงมา ในอาทิตย์หน้า
     
    เส้นค่าเฉลี่ยสิบวันยังมีโอกาสที่จะยืนอยู่เหนือเส้น ยี่สิบวัน ไปได้อีกสักพัก ก่อนที่จะมีการพักฐานช่วงสั้น เพื่อเดินหน้าขึ้นต่อ ถ้าเม็ดเงินยังไหลเข้าตลาดอย่างต่อเนื่อง
     
    ให้จับตาทิศทางการไหลเข้าของเงินจากนักลงทุน ต่างประเทศ  เเละราคา หุ้น พื้นฐานขนาดใหญ่เป็น ตัวชี้วัด ทิศทางของตลาด
     
    การลงทุนมีความเสี่ยง ห้ามดื่มเกินวันละสองขวด โปรดอ่านคำเตือนข้างขวดทุกครั้ง ฮา
     
    September 19

    "อำนาจเงินตรา" หรือจะสู้ "ศรัทธาจากหัวใจ"

    "อำนาจเงินตรา" หรือจะสู้ "ศรัทธาจากหัวใจ"

    โดย กาลัญ วรพิทยุต คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    เมื่อหลายปีก่อน "ลัทธิวัตถุนิยม" ได้เข้ามาครอบงำความเชื่อและทัศนคติของคนในสังคมไทย การฟุ้งเฟื้อและการใช้จ่ายจนเกินตัวเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในทุกชนชั้น คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยตัดสินคุณค่าความเป็นมนุษย์จาก "วัตถุ" ได้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นและได้รับการยอมรับว่ามีอยู่จริง

    แต่เมื่อถึงวิกฤตเศรษฐกิจ สังคมไทยเกิดการตื่นตัว ผู้มีอันจะกินในยุคเศรษฐกิจรุ่งเรืองต้องกลับกลายเป็น "บุคคลล้มละลาย" สิ่งเหล่านี้เป็นภาพของความจริงที่สร้างความเจ็บปวดและกลายเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยพร้อมใจกัน "หยุด" และหันกลับมามองตนเอง ถึงการให้ความสำคัญกับ "วัตถุ" ที่คนในสมัยนั้นต่างยกย่องบูชาว่าเป็นค่านิยมที่ดี ซึ่งค่านิยมนั้นได้กลายเป็นอาวุธที่ทำลายสังคมไทยในที่สุด

    ผ่านมาไม่กี่ปี หลังจากสภาพสังคมที่อยู่ในช่วงของการระแวดระวัง และไม่ตกอยู่ในความประมาท ขณะนี้สังคมไทยกำลังกลับเข้าสู่ "สภาพเดิม" ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน สภาพที่สังคมกลับมาให้ความสำคัญกับ "วัตถุ" อีกครั้งหนึ่ง

    การเข้ามาของรัฐบาลภายใต้ "ผู้นำ" ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในแวดวงธุรกิจได้เป็นความหวังและความศรัทธาของประชาชนในการเข้ามากอบกู้เศรษฐกิจ ด้วยความเชื่อที่ว่าประเทศต้องการผู้นำที่มีความรอบรู้ทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ผู้นำทางการเมืองในลักษณะเดิมที่รู้เรื่องการเมือง แต่ไม่รู้เรื่อง "การบ้าน" เมื่อมีผู้นำที่มาจากนักธุรกิจ การบริหารประเทศก็เหมือนการบริหารองค์กรธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การแก้ปัญหาต่างๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมา ก็คือการแก้ปัญหาด้วยการให้ความสำคัญกับ "อำนาจเงินตรา" มากกว่าการเข้าสู่รากหญ้าที่แท้จริงของสังคมไทย

    จริงอยู่สังคมไทยเริ่มกลับมามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันปัญหาทางสังคมกำลังก่อตัวขึ้น สังคมกลับมาให้ความสำคัญกับคุณค่าทางวัตถุ สินค้าฟุ่มเฟือยสารพัดชนิดถูกสร้างมาเพื่อความ "อยาก" มากกว่าความ "จำเป็น"

    สังคมไทยกำลังจะมีบุคคลที่ "ล้มละลาย" เพราะหลงใหลไปกับ "ค่านิยมอันตราย" ที่กลับมาหลอกหลอนคนไทยอีกครั้งหนึ่ง จำนวนผู้เป็นหนี้จากบัตรเครดิต ผู้เป็นหนี้นอกระบบ การกู้หนี้ยืมสินที่เกิดขึ้นในสังคมทุกระดับชั้นได้กลายเป็นสัญญาณอันตรายที่น่าเป็นห่วง

    ที่สำคัญเมื่อหันกลับไปมองผู้มีอำนาจ และมีบทบาทในสังคมไทยได้ตอกย้ำความเชื่อที่ว่า "อำนาจเงินตรา" เป็นคำตอบของทุกสิ่งทุกอย่าง นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับต่างเข้าสู่แวดวงทางการเมืองทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นับเป็น "สัญญาณอันตราย" อย่างแท้จริงของสังคม เพราะปรัชญาของ "นักธุรกิจ" ก็คือการประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำโดยไม่สนใจว่าสิ่งที่ทำนั้นจะสร้างผลกระทบอย่างไรบ้าง

    สังคมไทยขณะนี้ จึงเต็มไปด้วยบุคคลที่คิดแบบ "ธุรกิจ" โดยขาดการคิดแบบบุคคลผู้มี "จริยธรรม" เพราะสังคมไทยได้ช่วยกันสร้างปลูกฝังความเชื่อและทัศนคติลักษณะนี้มาช้านานแล้ว เมื่อสังคมเต็มไปด้วยนักธุรกิจตั้งแต่ระดับผู้นำ จนมาถึงผู้ตาม จึงกลายเป็นสังคมที่น่าเป็นห่วง เพราะสังคมกำลังยอมรับการเข้ามาครอบงำธุรกิจในลักษณะที่ใช้ "อำนาจเงิน" เป็นตัวตัดสิน "เงิน" ที่สามารถซื้อได้ทุกอย่างแม้กระทั่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

    ไม่เฉพาะสังคมไทย สังคมในโลกตะวันตกที่เจริญแล้วอย่าง "ประเทศอังกฤษ" ก็ยังมีกรณีศึกษาลักษณะนี้ เมื่อกลุ่มนายทุนจากประเทศสหรัฐอเมริกา ตระกูล "เกลเซอร์" เข้ามาซื้อหุ้นสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เกิดกระแสต่อต้านจากชาวเมืองแมนเชสเตอร์ แต่ในที่สุดกระแสการต่อต้านด้วยความ "ศรัทธา" ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อ "อำนาจเงินตรา"

    สโมสรชื่อดังอย่าง "ลิเวอร์พูล" ที่มีการบริหารงานภายใต้ตระกูล "มัวร์" ที่สืบทอดมานานก็ปฏิเสธไม่ยอมขายหุ้นสโมสรให้กลับ "กลุ่มทุนนิยมจากต่างชาติ" เพราะต้องการจะคงไว้ในความเป็นสโมสรของ "ประชาชน" ให้แฟนๆ ที่รักและศรัทธาภาคภูมิใจ โดยไม่ยอมให้ "ธุรกิจ" เข้ามาครอบงำและเปลี่ยนแปลงได้

    Richard Branson นักธุรกิจชาวอังกฤษที่ประสบความสำเร็จ เป็นอย่างสูงภายใต้สินค้าและบริการ "Virgin" มีปรัชญาในการทำธุรกิจด้วยการเน้น "ศรัทธาจากประชาชน" เป็น "หัวใจ" สำคัญ

    รวมถึงความถูกต้องในการดำเนินธุรกิจ การเป็นผู้รับ ที่พร้อมเป็นผู้ให้เมื่อถึงเวลา การทำธุรกิจในสิ่งที่ตนเองถนัด สินค้าและบริการภายใต้ชื่อ "Virgin" จึงได้รับการยอมรับนับถือและ "ศรัทธา" จากประชาชนทั่วโลก

    วันนี้สังคมไทยคงต้องเริ่มตระหนัก และปฏิเสธค่านิยมทาง "วัตถุ" และ "อำนาจเงินตรา" ที่ถูกครอบงำมาช้านาน เพราะสิ่งเหล่านี้กำลังทำลายความศรัทธาและความดีงามที่เป็นลักษณะพื้นฐานของ "คน" ในสังคมไทย

    นักธุรกิจจริง หรือนักธุรกิจการเมืองผู้ที่ยกย่องให้ความสำคัญกับ "อำนาจเงินตรา" ก็ควรตระหนักถึงพลังและความ "ศรัทธา" ที่คนในสังคมยังคงมีอยู่

    อย่าดูถูกรากหญ้าของความเป็นคนด้วยการคิดว่า "อำนาจเงินตรา" สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ ความ "ศรัทธา" ที่เกิดขึ้นมาจากหัวใจนั้น เมื่อเกิดขึ้นก็จะหนักแน่นมั่นคงเกินกว่าจะมีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้ ในขณะที่สิ่งที่ถูกสร้าง หรือครอบงำด้วย "อำนาจเงินตรา" เป็นสิ่งที่ขาดความมั่นคง ขาดการยอมรับนับถือ

    เพราะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างที่ขาดซึ่งศักดิ์ศรีนั่นเอง

    September 03

    เศรษศาสตร์ กับ นโยบาย ที่ กำลังเดินซ้ำรอยของบางประเทศ

    วันนี้ อ่านข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ
     

    หลังจากประธานาธิบดีสุสิโล บัมบัง ยูโดโยโน แห่งอินโดนีเซีย แถลงนโยบายกอบกู้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมาว่า

     รัฐบาลจะเริ่มปรับขึ้นราคาน้ำมัน เพื่อลดเงินอุดหนุนพลังงานหลังเดือน ต.ค. เพื่อสร้างเสถียรภาพให้เงินรูเปี๊ยะห์ ซึ่งคำแถลงสั้น ๆ นี้ ทำให้นักลงทุนระหว่างประเทศรวมทั้งบรรดาสื่อมวลชนท้องถิ่นผิดหวังอย่างรุนแรง ไม่สมกับที่นักลงทุนรอคอยมาเป็นเวลานาน และต้องการที่จะเห็นรัฐบาลอินโดนีเซียมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการดำดิ่งของค่าเงินรูเปี๊ยะห์ ท่ามกลางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ทะยานขึ้นอย่างไม่หยุด แต่แถลงการณ์ของประธานาธิบดี เต็มไปด้วยความคลุมเครือ และสั้นมาก

    การแถลงนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดียูโดโยโน จึงดูเสมือนเป็นการซื้อเวลาในการแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ จนถูกมองว่าเป็นผู้นำที่ไม่กล้าตัดสินใจในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน และกลัวที่จะตกอยู่ในวิกฤติทางการเมืองมากกว่ากลัวประเทศชาติจมอยู่กับค่าเงินที่ทรุดตัวลง ราคาหุ้นที่ตกต่ำ การขาดดุลงบประมาณ และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ลดลง เพราะการปรับขึ้นราคาน้ำมันจำนวนมาก หรือการเลิกใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงาน อาจส่งผลให้ประชาชนอินโดนีเซียที่ขณะนี้ยังบริโภคน้ำมันในราคาต่ำสุดในเอเชียคือ 20 เซนต์ต่อหนึ่งลิตร หรือประมาณ 10 บาท จะก่อเหตุจลาจลขึ้นเหมือนกับเมื่อปี 2541 อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผลักดันให้ประธานาธิบดีซูฮาร์โตเสียเก้าอี้ผู้นำไป

    การซื้อเวลาในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของผู้นำอินโดนีเซีย อาจเป็นเพราะยังมั่นใจว่าจะบริหารจัดการกับภาวะปั่นป่วนของราคาน้ำมันที่แพงขึ้นและค่าเงินที่ดิ่งลงได้ เมื่อพิจารณาดูจากที่ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับที่ไว้ใจได้ แม้ธนาคารกลางจะใช้เงินจำนวนมหาศาลในการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อระงับการอ่อนค่าของเงินรูเปี๊ยะห์ก็ตาม โดยขณะนี้ทุนสำรองของอินโดนีเซียยืนอยู่ที่ 32,000 ล้านดอลลาร์ จาก 37,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงก่อนหน้านี้ ประกอบกับรัฐบาลเพิ่งได้กำลังเสริมใหม่จากการทำข้อตกลงสวอปอัตราแลกเปลี่ยนกับรัฐบาลโตเกียวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ในวงเงิน 6,000 ล้านดอลลาร์ภายใต้ข้อตกลงริเริ่มเชียงใหม่

    ทันทีที่ได้เห็นแถลงการณ์ของประธานาธิบดียูโดโยโน นักวิเคราะห์ตราสารหนี้จากเอสแอนด์พี บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ออกโรงวิจารณ์ว่า อินโดนีเซียควรมีมาตรการที่ "น่าเชื่อถือ" ในการยกเลิกเงินอุดหนุนน้ำมันโดยเร็ว และจำเป็นต้องใช้นโยบายค่าเงินในเชิงรุก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น ซึ่งหนึ่งวันก่อนที่ผู้นำอินโดนีเซียจะแถลงนั้น ทั้งเอสแอนด์พีและมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ต่างขู่ที่จะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ หากรัฐบาลไร้มาตรการที่เป็นรูปธรรมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และหากทุนสำรองเงินตราต่างประเทศหดหายไปมากจากการเข้าแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศ ซึ่งดูเหมือนว่ารัฐบาลจาการ์ตาไม่ได้ใส่ใจ

    ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเอเชียดิ้นรนอยู่กับวิกฤตการณ์น้ำมันแพง คงไม่มีใครอยากเห็นสถานการณ์เศรษฐกิจในอินโดนีเซียบานปลายออกไปจนเข้าขั้นวิกฤติเหมือนอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากขณะนี้การบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาดจนค่าเงินรูเปี๊ยะห์อ่อนตัวลงไปแล้ว 10% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ในปีนี้ ทำให้ประชาคมการเงินโลกอดไม่ได้ที่จะย้อนอดีตถึงการล่มสลายของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกที่มีสาเหตุมาจากวิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชียปี 2540-41 การผิดนัดชำระหนี้ครั้งใหญ่ของรัสเซีย และการล้มละลายของแอลทีซีเอ็ม กองทุนบริหารความเสี่ยงรายใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งหากเศรษฐกิจอินโดนีเซียมีปัญหารุนแรง คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะแพร่พิษไปทั่วเอเชีย

     

     

     

    วันนี้ ลองคิดเล่นๆ เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ที่ วางมือไปนาน

    ความรู้ไม่ค่อยอัพเดต ผิดพลาดขออภัย น่ะครับ เเย้งได้เลย

     

    การใช้นโยบาย เข้าเเทรกเเซง ทั้ง ราคาน้ำมัน เเละอัตราเเลกเปลี่ยนเเบบนี้ เป็นตัวอย่าง ของ ความผิดพลาด ที่เด่นชัด ที่สุด ของการเข้าไป เเทรกเเซง กลไกตลาดโดย ขาดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ไม่ได้ พิจารณา ถึงผล ดี ผลเสีย ก่อน

     

    ในบางกรณี การเเซกเเซงของรัฐ ย่อมมีผลดีมากกว่าผลเสีย ถ้าทำอย่างมีจุดหมาย เเละ มอง เกมได้ขาด อย่างเช่นการควบคุมการปริวรรตเงินตรา ของมาเลเซีย ก็ถือว่าเหมาะสม เพราะ การโยกย้ายเงินเข้าออก ยังทำได้ตามปกติ เพียงเเต่ทำบนพื้นฐานที่มีธุรกรรมรองรับ ไม่ใช่เพื่อเก็งกำไร

     

    เเต่การ ควบคุมราคาน้ำมันนั้น ตรงข้าม เพราะน้ำมัน ในบางกรณีเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะกับรถส่วนบุคล  ที่สามารถ ทดเเทนได้โดยระบบขนส่งมวลชน (กับความลำบากอีกนิดหน่อย) การควบคุมราคาน้ำมันนั้น สามารถทำให้เกิด ความต้องการที่เกินกว่าระบบเศรษฐกิจจะรับได้ อุปสงค์ส่วนนี้ จะกดดันให้ ต้องขาดดุล การชำระเงินในระยะสั้น เเละกดดัน อัตราเเลกเปลี่ยน ในทางกลับกัน ถ้าปล่อยให้ลอยตัว ระบบเศรษฐกิจจะค่อยๆ ปรับตัวทำให้เกิดการใช้น้ำมันอย่างมีประสิทธิถาพ

     

    โดยส่วนตัว เชื่อว่ากลไก ตลาดที่ สมบูรณ์ จะปรับให้ระบบเข้าสู่สมดุลได้

     

    การอุดหนุนใดๆของรัฐควรทำเพื่อให้เกิดประโยชน์โดยรวม เท่านั้น

     

    กรณี อินโด นั้น ถึงเเม้จะผลิตน้ำมันได้เอง เเต่ ก็ไม่ควรที่จะ อุดหนุนราคาน้ำมันจนถูกกว่า ต้นทุน ที่เป็นจริง เเละ ทำให้เกิดความต้องการที่เกิน สมดุลของระบบ

     

    August 29

    ความคิด สะท้อนสังคม

    บทสัมภาษณ์ เล็ก (ฮิวโก้) จุลจักร จักรพงษ์

    "มหาวิทยาลัยควรจะเป็นสถาบันเพื่อใช้หาความรู้มาพัฒนาตัวเอง เพื่อสอนความจริง
    เด็กทุกคนที่ออกจากมหาวิทยาลัยน่าจะมีคำถามใหญ่โตอยู่ในหัว อยู่ในสมอง
    ทำยังไงให้คุณภาพชีวิตของตัวเองและคนรอบข้างดีขึ้น ยิ่งอำนาจบารมีเรามากขึ้นเท่าไหร่
    เราก็ต้องพยายามช่วยคนให้มากขึ้น เข้าไปแล้วออกมาควรจะเป็นขบถ
    แต่นักศึกษาเมืองไทยไม่เป็นขบถเลย นักศึกษานี่โคตรจะเป็นชนชั้นกลางที่ดีมากๆ
    ออกมานี่กลมกลืนกับระบบเหลือเกิน ตามกฏเกณฑ์เหลือเกิน คือติ๋มน่ะ พูดตรงๆ
    ถามว่าถ้าระบบการเมืองแม่งยึกยักขึ้นมา จะออกมาเฮ้วๆ กันที่ราชดำเนินอีกไหม
    ผมว่าไม่นะ"

    "คนที่เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยควรจะถูกพัฒนาให้มีความรู้มากขึ้น
    โดนหลอกยากกว่า ไม่ใช่เข้าไปแล้วโดนหลอกง่ายกว่า ซึ่งผมกลัวว่าคนที่เข้าไปเรียน
    มหาวิทยาลัยแล้วจะเป็นเหยื่อของแฟชั่น เป็นเหยื่อของสื่อ มากกว่าคนที่ไม่ได้เรียน
    มหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ เพราะเมื่อคุณไม่ได้ทำงาน ไม่ได้ทำมาหากิน
    มีเงินของพ่อแม่อยู่ในกระเป๋า คุณก็ไม่รู้คุณค่าของเงิน โฆษณาถึงยิงแต่กลุ่มนี้
    เพราะเป็นกลุ่มที่ซื้อโดยไม่คิด ทั้งๆที่ควรจะคิดมากกว่าคนอื่น
    มันควรเป็นวัยที่หลอกยากที่สุด สร้างปัญหาให้คนอื่นเยอะที่สุด ซนที่สุด ดื้อที่สุด อันตรายที่สุด
    แต่กลับปลอดภัยมากๆ โดนจูงกันเป็นวัวเลย สื่อไปทางไหน ก็ต้องไปทางนั้น
    พวกสื่อก็ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะเราไปให้ความสำคัญกับ... ดูแต่ละคนที่ยกย่องกันสิ
    ไม่ค่อยน่ายกย่องกันสักเท่าไหร่"

    (ส่วนนี้ชอบมักๆ)
    "เด็กก็ผิดที่ไปเชื่อเขา ไปคิดว่าการที่คุณมีผิวขาวแล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น
    แล้วคุณคิดว่ามันใช้ได้จริงๆเหรอ คุณเกิดมาดำ พ่อแม่ของคุณผิวคล้ำ คุณจะขาวได้เหรอ
    แล้วคนดำแอฟริกาเขาไม่ฉิบหายกันหมดเลยเหรอ โฆษณาในสื่อกำลังบอกว่าคุณ
    เป็นคนไม่มีค่า ถ้าหน้าตาของคุณไม่เป็นอย่างนี้ ไม่ฉีดสเปรย์หอมๆ ไม่ขับรถแพงๆ
    ไม่ใส่เสื้อยี่ห้อนี้ ไม่มีมือถือรุ่นนี้จะไม่มีผู้หญิงคนไหนมาเอาคุณ ใช่เหรอ ไม่น่าจะใช่นะ
    ผมว่าคนเราหลงรักกันไม่ใช่ด้วยยี่ห้อมือถือมั้ง เราไม่ได้เป็นกระหรี่ทั้งประเทศนะ"

    "ถ้าคุณเข้ามหาวิทยาลัยเพราะอยากไปพัฒนาสมองก็เยี่ยมเลย แต่ถ้าเข้าไปเพราะว่า
    ใครๆเขาก็เข้ากัน คุณก็ไม่ได้ดีไปกว่าวัวสักเท่าไหร่ ก็เป็นสัตว์ตัวนึงในฝูง
    ที่ถูกลากเข้าไป แล้วก็โดนเชือด เดี๋ยวก็โดนคนอื่นกิน"

    (ย่อหน้าสุดท้าย)
    "ผิดถูกไม่มี มีแต่ความจริง"
    August 20

    What if?

    Today I have this question in my mind.
     
    What I really want. What kind of life I want to live in.
     
    Live my life as "A happy family man" or "High profile business man"
     
    I remembered that once I have watched this movie "The family man"
     
    The story is very touching.
     
    Nick, a high-powered, high-living Wall Street bachelor finally gets to experience one of life's big questions...What if?
    What if he had married his college sweetheart? What if he had become a father? What if he had never moved out of the suburbs? What if he had chosen love instead of power?
    It's Christmas Eve and as usual, Nick is working late. Alone in his clinical Manhattan penthouse, he falls asleep...and wakes up the next morning in a chaotic, suburban New Jersey house with a wife and two children.
    It's the life he had always feared and dreaded, but in his attempts to fathom the mystery and escape from the seismic shift, Nick makes the biggest discovery of all - maybe he chose the wrong path in life. But it might just be too late to alter the destiny that awaits him.

     

    Review by Someone

     

    As a dad who is regularly woken at ungodly hours of the night or morning by my two darling little beasties it doesn't take much for the mind to wander back to the days of career and being single.

    Not that I would trade daddyhood for a simpler life, but there are occasions when it would be nice to stay up late, sleep in late, or be able to eat chocolate without dividing up the block.

    In fact, just to be able to be responsible for only one person again would - at times - be a dream come true.

    For Jack Campbell (Nicolas Cage) it's the opposite. An extremely rich Wall St high-flyer, he has no time for anything other than making squillions of bucks and seeing exceptionally attractive women.

    His single life is filled with good suits, a Ferrari, and he pays almost no mind to the girlfriend Kate (Tea Leoni) he left behind when beginning his elevator-like rise to the top.

    Fate has other plans, however, for our corporate tough guy and Jack wakes to find himself in a parallel life where he married Kate and they live in a small New Jersey house with their two children, mortage and minivan.

    All this, needless to say, comes as quite a shock to our lad. Not only is the noise incessant, the nappies appalling and the responsibility shift huge, but is forced to work as a tyre salesman.

    The advantages, however, are the kids are cute - and sooooooo is Tea Leoni. Personally, I'd drop six zeroes off the old pay cheque to cohabit with her.

    Anyway, our Jack eventually warms to the different side of life he's experiencing and gets to thinking that perhaps he may have missed out on something after all.

    The Family Man is a heartwarming movie and while it has you feeling warm and fuzzy it never drops into silliness or sentimentality.


     
     

     

    What is your answer ?

     

     
    August 05

    ความรัก...ในฝัน

    ความรัก...ในฝัน

     

    เขาว่าคนเรานั้น เพราะวาสนาจึงได้มาพบกัน บางครั้งบางคราววาสนาที่ทำบุญร่วมกันมาก่อนอาจจะขาดหายไปบ้าง จึงต้องจากกันไปชั่วขณะ แต่ถ้ายังคงมีวาสนาร่วมกันอยู่ ก็จะต้องได้พบกันสักวันหนึ่ง ...ฉันรออยู่ที่นี่นะ ไม่ไปไหน คิดถึงก็มาหากันบ้าง

    ...เป็นส่วนหนึ่งของบทเพลงจีน ชื่ออะไรก็จำไม่ได้ แต่เข้ากับเรื่องที่จะเขียนให้อ่านมากที่สุด อ่านแล้วจะคิดว่าเป็นเรื่องจริงก็ได้ หรือจะคิดว่าเป็นจินตนาการ หรือความเพ้อฝันของผู้เขียนก็ไม่เป็นไร

    เป็นเรื่องเล่าที่ได้ยินมาของเขา...และเธอที่พบกันโดยวาสนา ต้องพรากจากเพราะวาสนา และไม่รู้ว่าจะมีวาสนาที่จะพบกันอีกหรือไม่

    เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอก ได้รับทุนไปศึกษาวิจัยต่อระดับหลังปริญญาเอกที่ประเทศแห่งหนึ่งในทวีปอเมริกาเหนือ เขาต้องจากถิ่นฐานบ้านเกิดไปคนเดียว โดยทิ้งภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากไว้ให้เลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากความรักของเขาทั้งสอง แม้ว่าเขาไม่อยากจะจากไป แต่ด้วยตำแหน่งหน้าที่ การพรากจากที่เป็นบทเริ่มต้นของความรักในฝันของเราก็เกิดขึ้น

    และแล้วเขาก็ได้พบกับเธอ... นักศึกษาสาวระดับปริญญาโท ที่เขาต้องเป็นพี่เลี้ยงดูแลการทำวิทยานิพนธ์ เธอเป็นสาวสวยร่างเล็กผมสีทอง ท่าทางเรียบร้อยสุภาพ ผิดแผกจากสาวอื่นๆ ในประเทศนั้น ในฐานะพี่เลี้ยง และด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ เขาก็ดูแลเธออย่างดี ทั้งเรื่องการงานและช่วยเหลือในเรื่องการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น นอกจากมีความรู้สึกดีๆ ที่ได้ถ่ายทอดความรู้แก่เธออย่างจริงใจ ด้วยแนวคิดของสุภาพบุรุษจากดินแดนตะวันออก

    เนื่องจากเขาก็มีงานยุ่งยากในเวลากลางวัน เขา จึงพยายามที่จะนัดเธอไปรับประทานอาหารค่ำ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นเวลาที่เขาว่างและสบายๆ พอที่จะให้คำแนะนำอย่างละเอียดละออได้ ไม่ว่าเขาจะอ้างเหตุผลชวนเธออย่างไร เธอก็ไม่ยอมรับคำเชิญชวนนั้น เพราะแท้จริง เขาไม่ทราบว่าแนวคิดของคนตะวันออกกับตะวันตกไม่เหมือนกัน

    ชายชาวตะวันออกคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะชวนรับประทานอาหารค่ำ แต่สำหรับาวชาวตะวันตกแล้ว นั่นเป็น 'การออกเดท'???

    เมื่อเป็นดังนั้น เขาจึงต้องเปลี่ยนเป็นชวนทานอาหารกลางวัน และรับคำปรึกษาจากเธอเป็นครั้งคราว อย่างมีมิตรจิตมิตรใจที่ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เหตุการณ์ต่างๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไร

    แต่คนคำนวณ..ไม่สู้ฟ้าลิขิต!

    ในช่วงปลายปีเทศกาลคริสต์มาสก็มาเยือน พร้อมกับหิมะสีขาวสะอาดและความหนาวเหน็บ เขาไม่ได้กลับบ้านเพราะอยู่ห่างไกล เธอไม่กลับบ้านอีกรัฐหนึ่ง เพราะงานวิจัยยังทำไม่เสร็จ เขาจึงมีโอกาสได้ช่วยเธอทำงานวิจัยเต็มที่ เพราะเป็นช่วงเวลาที่หยุดงาน จนถึงค่ำคืนวันที่ 24 ธันวาคมที่เป็นวันคริสตมาสอีฟที่ทุกคนจะฉลองกัน เขาก็เลยชวนเธอรับประทานอาหารค่ำ... และเธอก็ตอบตกลง

    เขาและเธอจึงไปดินเนอร์ใต้แสงเทียนในภัตตาคารหรูแห่งหนึ่ง อาหารพร้อมไวน์แดงมื้อนั้นเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดเท่าที่เขาได้รับในระหว่างที่จากบ้านช่องไป เขาไม่ได้คิดอะไรมากนอกจากมีความสุขที่มีเพื่อนร่วมรับประทานอาหาร แต่เธอคิดอะไรอยู่ก็ยากที่จะบอก เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอออกเดทกับผู้ชายที่เธอคิดว่าเป็นสุภาพบุรุษในฝันที่ยากจะพบพาได้ เพราะระหว่างที่ทำงานร่วมกันเขาไม่เคยแสดงอาการอะไรที่ไม่สุภาพออกมา หลังอาหารมื้อค่ำที่แสนจะโรแมนติคผ่านไป ขณะที่เขาขับรถจะไปส่งเธอที่ที่พักของเธอ เธอก็ถามเขาว่า จะไม่ชวนเธอไปดื่มกาแฟที่ห้องพักของเขาก่อนหรือ เขาบอกว่าจะไปส่งเธอดีกว่า พอถึงที่พัก เธอก็ชวนเขาซ้ำอีกว่า ลงมาดื่มกาแฟที่ห้องพักเธอก่อนดีไหม เขาตอบว่า ดึกแล้วคงไม่เป็นการดีที่จะเข้าไปยังที่พักของเธอและเขาก็มีงานที่จะต้องรีบกลับไปทำด้วย เธอเดินลงจากรถไปเงียบๆ

    รุ่งขึ้นเขาโทรไปชวนเธอออกไปซื้อของ เธอไม่ตอบ และวางสายโทรศัพท์ จากนั้นไม่ว่าเขาจะติดต่อเธออย่างไร เธอก็ไม่ยอมรับสาย กว่าเขาจะรู้จากเพื่อนๆ ของเธอหลังจากปีใหม่ที่ทุกคนกลับมาทำงานว่า เธอโกรธที่เขาปฏิเสธเธอ ต้องขออธิบายว่าในยุคนั้น การชวนไปกินกาแฟ เป็นคำสุภาพที่หมายถึงการไปมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกันในวันแรกนัดเดท ตามธรรมเนียมตะวันตก

    เขาใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะทำความเข้าใจกับเธอว่า ตามแนวคิดของสังคมตะวันออกนั้นสุภาพบุรุษเขาไม่ทำแบบนั้นกัน นอกจากตกลงปลงใจจะแต่งงานและใช้ชีวิตคู่กันเท่านั้น ซึ่งเขาและเธอไม่มีทางเป็นไปได้ และเขาก็คิดในใจตอนนั้นว่า เขาก็ไม่ได้ชอบเธอแบบนั้นสักหน่อย หลังจากนั้นสัมพันธภาพของเขาและเธอในฐานะพี่เลี้ยงกับนักศึกษาก็เป็นไปด้วยดี

    จนเธอรับปริญญาโท และเขาหมดสัญญาการวิจัยต้องกลับบ้าน เขาก็ถามเธอถึงแผนงานในอนาคต ซึ่งเธอก็เล่าให้เขาฟัง แต่ติดขัดเรื่องเงินทุนบ้าง ด้วยความใจดีของเขา เขาจึงยกเงินค่าจ้างวิจัยที่ทำมาตลอดการทำงานร่วมกับเธอ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นเงินที่เธอควรจะได้รับ เนื่องจากเธอลงแรงเป็นส่วนใหญ่ เขาแค่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเท่านั้น

    เธอรับเงินจากเขาด้วยความซาบซึ้ง พร้อมกับถามเขาว่า เขาตั้งใจอะไรไว้บ้างในชีวิต

    เขาบอกว่า เขาฝันที่จะมีบ้านสีขาวหลังเล็กๆ ริมทะเลสาบสีเขียวใสในบั้นปลายของชีวิต และใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

    และเขากับเธอก็จากกัน...ตามชะตาฟ้าลิขิต!!!

    นั่นเป็นเรื่องเมื่อ 15 ปีก่อน และแล้วฟ้าดินก็เล่นตลกกับเขา เมื่อเขาเดินทางไปส่งลูกของเขาไปเรียนยังประเทศที่เขาชื่นชม เขาพบกับเธอเหมือนฝัน...เธอชวนเขาไปเยี่ยมบ้านเธอ

    บ้านนั้นเป็นบ้านเล็กสีขาวอยู่ริมทะเลสาบสีเขียวใส ด้านหลังมีภูเขาสูงที่ยังมีหิมะปกคลุมยอดอยู่!!!

    เขาเดินเข้าไปเหมือนกับเดินในความฝัน เข้าไปนั่งยังห้องรับแขกที่แสนจะน่ารักและอบอุ่น จิบกาแฟที่เธอชงมาให้...

    เธอเล่าสารทุกข์สุกดิบต่างๆ ให้เขาฟัง โดยที่เขาก็รับฟังอย่างมิรู้จักเบื่อหน่าย จบลงที่ว่า

    ...ฉันยังรอเธออยู่นะ

    ยังไม่เคยมีใครสักคนเข้ามาในชีวิตของฉันได้เลย รอเธอมาทานกาแฟถ้วยนั้น ที่เธอเคยปฏิเสธไว้เมื่อ 15 ปีก่อน และจะรอต่อไป แม้ว่าอาจจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง แต่ความสุขที่ได้รักใครสักคนอย่างจริงใจ และรอคอยอย่างเป็นสุขนั้น เป็นความสุขที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ

    เมื่อเขากลับบ้านเกิดครั้งหลัง เขาเล่าให้ภรรยาของเขาฟัง... เธอบอกเขาว่า "การที่เรามีใครสักคนที่เป็นผู้หญิงแสนดี ให้ความรักที่จริงใจนั้น เป็นบุญกุศลอย่างหนึ่ง อย่าไปทำให้เธอเสียใจนะ ไปเยี่ยมเธอบ้างเป็นระยะๆ บอกเธอว่า ฉันยินดี และเป็นสุขที่สามีของฉันมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่รักเขาอย่างจริงใจ และจำไว้ว่า ถ้าฉันจากโลกนี้ไปก่อนเธอ ขอให้เธออยู่ร่วมกับผู้ชายคนนี้ของฉันอย่างมีความสุข อย่าลืมมาเยี่ยมหลุมศพฉันบ้างจะได้มีความสุขร่วมกับเธอทั้งสอง แต่ถ้าคุณจากไปก่อน ฉันจะบอกให้ลูกชายของเราช่วยดูแลเธอแทน ด้วยความรักของพ่อแม่ของเขาที่มีต่อผู้หญิงที่แสนดีผู้ซื่อสัตย์ในความรัก"

    ...เหมือนความรักในฝันไหมคุณ!!!

    July 13

    If we hold on together

    Don't lose your way
    With each passing day
    You've come so far
    Don't throw it away
    Live believing
    Dreams are for weaving
    Wonders are waiting to start
    Live your story
    Faith, hope & glory
    Hold to the truth in your heart

    อย่าละทิ้งทางที่คุณได้มุ่งมา

    กับวันเวลาที่ผ่านพ้นไป
    คุณได้เดินมาไกล
    ไกลเกินกว่าที่จะสูญเสียมันไป
    อยู่อย่างเชื่อมันในความฝัน
    เเละความฝันนั้นจะนำไปสู่ความจริง
    สิ่งที่สวยงามกำลังจะเกิดขึ้นกับคุณ
    อยู่กับสิ่งนั้น
    ศรัทธา เชื่อมัน เเละ ภูมิใจ
    มั่นคงต่อความจริงในหัวใจคุณ

    If we hold on together
    I know our dreams will never die
    Dreams see us through to forever
    Where clouds roll by
    For you and I
     
    ถ้าเราอยู่ด้วยกัน
    ผมรู้ว่า ความฝันความหวังของเราจะเป็นนิรันดร์
    ความฝันที่จะนำพาเราไปสู่นิรันดร์
    ที่ ที่ เมฆนั้น จะล่องลอยมาเป็นของเรา

    Souls in the wind
    Must learn how to bend
    Seek out a star
    Hold on to the end
    Valley, mountain
    There is a fountain
    Washes our tears all away
    Words are swaying
    Someone is praying
    Please let us come home to stay
     
    จิตวิญญาณของเราในสายลม
    รู้ที่จะมุ่งมั่น
    ไขว่คว้าหาดาวดวงนั้นให้พบ
    เเละอยู่กับดาวดวงนั้นจวบจนนิรันดร์
    ในหุบเหว ภูเขา
    ยังมี ม้ำพุ  เเห่งความหวัง
    ที่จะคอยล้างคราบน้ำตาของเรา
    คำพูดที่บอกเล่ากระซิบมา
    ยังมีคนที่ภาวนา
    ให้เราได้กลับสู่บ้าน เเละอยู่ด้วยกัน
     
    If we hold on together
    I know our dreams will never die
    Dreams see us through to forever
    Where clouds roll by
    For you and I
     
    ถ้าเราอยู่ด้วยกัน
    ผมรู้ว่า ความฝันความหวังของเราจะเป็นนิรันดร์
    ความฝันที่จะนำเราไปด้วยกันตลอดกาล
    ที่ ที่ เมฆนั้น จะลอยมาสู่เรา
     
    When we are out there in the dark
    We'll dream about the sun
    In the dark we'll feel the light
    Warm our hearts, everyone
     
    เมื่อเราอยู่ ณ ที่เเห่งนั้นในความมืดมิด
    เราจะฝันถึง ดวงอาทิตย์อันสวยงาม
    ในความมืดเเห่งรัตติกาล เราจะรู้สึกได้ถึงเเสงสว่าง
     เเสงสว่างที่จะอบอุ่นใจเรา เเละทุกคน
     
    If we hold on together
    I know our dreams will never die
    Dreams see us through to forever
    As high as souls can fly
    The clouds roll by
    For you and I
     
    ถ้าเราอยู่ด้วยกัน
    ผมรู้ว่า ความฝันความหวังของเราจะเป็นนิรันดร์
    ความฝันที่จะนำเราไปด้วยกันตลอดกาล
    สูงไปให้สุดเท่าที่ใจเราจะไขว่คว้า
    ที่ ที่ เมฆนั้น จะลอยมาสู่เรา
     
    July 09

    City of Glass

    เมื่อวาน ได้ดู หนัง เรื่อง นี้ City of Glass เรื่องนี้เคยดู สมัย ม ปลาย ชอบมาก ตามหา อยู่นาน จนได้มีโอกาส มาดู ที่นี่ เเต่ก็เป็นเเบบ ซับไตเติ้ล พูดภาษาจีน เรื่องนี้เเสดงโดย Leon Lai (หลี่ หมิง) เเละก็ Su Chi (ซูฉี)
     
    เรื่อง เริ่มต้นที่การตายของพระเอก เเละ นางเอก ใน อุบัติเหตุ หนังตั้งคำถามขึ้นมาว่า "ทั้งคู่ ต่างมีครอบครัวของตัวเอง เเต่ทำไม ทั้งคู่ ถึงได้ลอบ พบกัน เป็น คู่รักกัน" คำตอบที่จะ ตามหาโดย ลูกชาย ของพระเอก เเละ ลูกสาว ของนางเอก ที่ต้องมา ร่วมกันจัดการ ทรัพย์สินที่ทั้งคู่ มีร่วมกันที่ฮ่องกง
     
     
    หนังเซ็ต ย้อนกลับไปใน ช่วง เซเวนตี้ ของประเทศฮ่องกง พระเอก เเละ นางเอก เป็นนักศึกษา ในมหาวิทยาลัย หนังค่อยๆเล่าเรื่อง ว่าความรักของทั้งคู่เริ่มต้นอย่างไร เเละจบลงอย่างไร ทำไมคนที่รักกันถึง พลัดพรากจากกัน เเละก็มาพบกันใหม่ เเต่ความรักก็ยังคงอยู่ 
    ความรัก จะมั่นคงเหนือการเวลา จริงหรือ ระยะทางเป็นตัวเเปรหรือไม่
     
    ลองไปหามาดูน่ะ :)
     
    City of Glass (1998) Poster
     
    June 13

    Words from my heart

     

    กลางน้ำค้างพร่างพรมลมหนาวพัด     

    คิดถึงนักลัดดาดวงเเห่งห้วงใจ

    เเม้นกายห่างด้วยทางอันเเสนไกล    

    เเต่ใกล้ใจไม่ห่างกันฉันเเละเธอ

     

     

    โอ้ คืนนี้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย     

    ด้วย ห่างกายห่างน้องเฝ้ามองจันทร์

    โอ้ จันทร์ไกลเหมือนอยู่ใกล้มิห่างกัน  

    ด้วย ดวงจันทร์ผูกใจฉันมั่นรักเธอ

     

     

    May 14

    Feel the breeze of winter

    อากาศหนาวเริ่มอีกเเล้ว

    ปีที่เเล้วตอนนี้ อากาศก็หนาว

    เเต่มีสิ่งนึงที่ต่างออกไป

    เเม้ว่ากายจะหนาว

    เเต่จะไม่หนาวใจ

    เมื่อรู้ว่ามีใคร

    ใครคนนึงทียังคิดถึง

    เเละเป็นห่วงเรา

     

    หนาว นอก หนาว  ใน     ด้วยใจหนาว

    หนาว กาย  หนาว  จิต    ด้วยคิดถึง

    หนาว ตัว   หนาว   กาย  มิรำพึง

    หนาว คิด   หนาว  ถึง    จึงพูดไป