suthikorn's profileKornnectPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
June 28 ดัชนีชี้วัดความสุขโดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com สมัยเรียนหนังสือ มีศัพท์เศรษฐศาสตร์สองคำที่ต้องจำเอาไว้ คือ จีเอ็นพี กับ จีดีพี ตัวแรกคือ Gross National Product เรียกกันว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ตัวหลังคือ Gross Domestic Product หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ แปลตามแบบธนาคารแห่งประเทศไทย จีดีพี หมายถึง มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นภายในประเทศในระยะเวลาหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงว่าทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการจะเป็นทรัพยากรของพลเมืองในประเทศหรือเป็นของชาวต่างประเทศ ในทางตรงข้าม ทรัพยากรของพลเมืองในประเทศแต่ไปทำการผลิตในต่างประเทศก็ไม่นับรวมไว้ในผลิตภัณฑ์ในประเทศ ส่วน จีเอ็นพี หมายถึง ผลิตภัณฑ์ในประเทศมีการจัดทำทั้งตามราคาปัจจุบันและราคาคงที่ โดยจีดีพีณ ราคาปัจจุบันคิดมูลค่าผลผลิตเป็นเงินตามราคาตลาดของสินค้าและบริการเหล่านั้น ขณะที่จีดีพี ณ ราคาคงที่คิดมูลค่าผลผลิตเป็นเงินตามราคาปีที่กำหนดเป็นปีฐาน ต้องค่อยๆ ละเลียดอย่างแรงจึงจะรู้เรื่อง แต่สรุปแล้วสองตัวนี้เขาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ภายใต้สมมติฐานเก่าว่า เศรษฐกิจดี หมายถึงคนอยู่ดีกินดีและมีความสุข ไม่นานนักหลังจาก พระมหากษัตริย์แห่งภูฏานตรัสในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก (ปี 2515) ว่า "Gross National Happiness is more important than Gross National Product" แปลง่ายๆ ว่า ความสุขมวลรวมประชาชาติ สำคัญกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ คำตรัสของกษัตริย์แห่งประเทศเล็กๆ ในหลืบของหิมาลัย กลายเป็นหัวข้อที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะความอับจนของการใช้ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจเพื่อบ่งชี้ความเจริญก้าวหน้าหรือความอยู่ดีกินดีของคนนั้นมีปัญหาของมันอยู่ในตัวเอง ความสุขกับความเจริญทางวัตถุไม่ได้เดินควงคู่ไปด้วยกัน ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ แต่แก้ไม่ตก เรื่องจีเอ็นเอชจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่อภิปรายถกเถียงกันมาตลอดด้วยหวังว่าจะพัฒนาดัชนีชี้วัดออกมาให้ได้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมาก็มีการสัมมนาระดับนานาชาติว่าด้วยเรื่องนี้ มีนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง อมาตยา เซ็น เข้าร่วมด้วย จริงๆ แล้วแนวความคิดของอมาตยา เซ็น นั้นรับอิทธิพลจาก "จีเอ็นเอช" ของภูฏานมาไม่น้อย และก็ส่งผลต่อดัชนีชี้วัดความสุขในเชิงเศรษฐศาสตร์ด้วย ที่จริงนักเศรษฐศาสตร์บ้านเราก็รับอิทธิพลเรื่องจีเอ็นเอชมากับเขาเหมือนกัน ส่วนหนึ่งในการจัดทำดัชนีชี้วัดที่นอกเหนือไปจากเรื่องเศรษฐกิจหลายสิบปีมาแล้ว แต่ก็ไปไม่ถึงไหน อาจจะเป็นเพราะการสร้างดัชนีชี้วัดความสุขไม่ได้หลอมรวมเข้ากับแนวทางการพัฒนา การใส่ จปฐ เข้าไป ก็แค่ทำให้สมบูรณ์ขึ้นในทางกายภาพที่จะสามารถวัดออกมาได้ในเชิงปริมาณ แต่หัวใจของมันก็ไม่ใช่อีกเช่นเดียวกัน ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน จำเป็นต้องมี แต่ไม่ได้สะท้อนความสุขของมนุษย์ สองสามปีมานี้บางคนอาจจะคุ้นๆ กับการสำรวจความสุขของคนในโลกนี้ และก็ต้องแปลกใจกับสภาวะความสุขว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับจีเอ็นพีหรือจีดีพีเลย และความสุขในแบบของภูฏานซึ่งอิงแอบกับศาสนาพุทธ ก็ไม่ใช่ความพึงพอใจทางวัตถุถ่ายเดียว ผมไม่ใช่คนอธิบายอะไรเก่งนัก ขออนุญาตยกคำกล่าวของ Jigmi Y. Thinley, Minister of Home and Cultural Affairs, Bhutan ที่กล่าวไว้เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วให้สาธุชนพิจารณากันเอง "สังคมโดยรวมไม่สามารถบรรลุความสุขได้ หากปัจเจกชนแต่ละคนแก่งแย่งแข่งขันกันอย่างไม่รับผิดชอบ เพื่อให้ได้มันมาไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร" ความสุขแบบที่บอกว่า เป็น "the illusion of market-led happiness" แข่งกันจนแทบตายกันไปข้าง เพื่อจะให้ได้ "ความสุข" ของตัวเอง Trackbacks (1)The trackback URL for this entry is: http://kornnect.spaces.live.com/blog/cns!9122665BFA946D44!257.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|